วิธีสังเกต “อาการ” และการดูแลผู้ป่วยอัมพาต เพื่อเลี่ยงเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น!!

การดูแลผู้ป่วยอัมพาต

อาการและการดูแลผู้ป่วยอัมพาต

หลักการคือ สมองเราทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอวัยวะต่างๆในร่างกาย ดังนั้นถ้าสมองส่วนไหนเสียการควบคุมก็จะสูญเสียไป

ทีนี้เราต้องเข้าใจวงจรการเชื่อมต่อจากสมองไปสู่ร่างกาย ซึ่งจะพบว่ามีการไขว้สลับสมองข้างขวาไปร่างกายซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายไปยังร่างกายซีกขวา  ทีนี้จะเห็นว่าถ้าสมองซีกไหนขาดเลือดหรือเสียไป เลยส่งผลให้เกิดการอ่อนแรงครึ่งซีกที่เราพบได้บ่อยๆ ในกรณีที่เส้นเลือดที่ไปเลี่ยงสมองส่วนที่ควบคุมส่วนอื่นๆเสียก็จะมีอาการแสดงคนละแบบเช่นกัน เช่น ศูนย์ควบคุมการพูดเสียก็พูดไม่ชัด หรือ ส่วนควบคุมการกลืนเสียก็เกิดการกลืนลำบาก แต่จากสถิติก็พบว่าตำแหน่งที่มีการเกิดเหตุบ่อยที่สุดคือส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อนี่แหละครับ เลยทำให้ภาวะที่เราพบได้บ่อยที่สุดคือ อ่อนแรงครึ่งซีก อาจมีปากเบี้ยว พูดไม่ชัด

เปรียบได้กับอุบัติเหตุบนถนนที่สามารถเกิดได้ทุกที่ในวัยสูงอายุ แต่มันจะมีจุดโค้งอันตราย หรือ จุดที่เกิดอุบัติเหตุได้ถี่กว่าที่อื่นนั่นเองและอีกอย่างคือ การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกอึดอัดและเครียด

การดูแลผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน

อย่างที่ได้บอกไปในช่วงต้นว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตนั้นคือ 30% ดังนั้นอีก 70% ที่เหลือต้องกลับมารักษาต่อที่บ้าน ดังนั้นการดูแลที่บ้านจึงเป็นส่วนที่สำคัญ ผมจะขอพูดถึงในประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลคนไข้กลุ่มนี้

1.การป้องกันแผลกดทับ

การไม่ได้พลิกตัว จะทำให้ผิวหนังขาดเลือด ผิวหนังคือด่านแรกที่จะช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่จะบุกรุกเข้าไปในร่างกาย

วิธีการ

– ตรวจตราผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก หากพบรอบแดงให้นวดเบาๆ และ ละเว้นการนอนทับส่วนนั้นชั่วคราว

– พลิกตัวอย่างน้อยทุกสองชั่วโมง

– นวดเบาๆตามปุ่มกระดูกเวลาเปลี่ยนท่าเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน

– รักษาความสะอาด อย่าให้ชื้นแฉะเกินไป

– ผ้าปูที่นอนต้องสะอาด และไม่มีรอยย่น ไม่งั้นจะระคายเคือง

– ผู้ป่วยบางรายจะมีน้ำลายไหลออกมากองบริเวณกกหู ทำให้เกิดแผล ควรเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ

– รับน้ำอาหารให้เพียงพอ

2.ป้องกันการบาดเจ็บ

เนื่องในกระบวนการดูแลผู้ป่วยที่สูญเสียความรู้สึก หรือ สูญเสียการสื่อสาร ทำให้เราประเมินได้ผิดพลาดไปกระเป๋าน้ำร้อน หรือ กระเป๋าน้ำแข็งที่เย็นจัด อันนี้เกิดแผลไหม้พองได้ง่าย

การขนย้ายต้องระวังเรื่องแขนขาที่ยื่นออกมาจากเตียง และควรเอาไม้กั้นเตียงขึ้นเสมอ

อาการกระสับกระส่ายในผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว หรือสื่อสารไม่ได้ ต้องพยายามหาสาเหตุเสมอ อาจเป็น ปัสสาวะคั่ง ถ่ายไม่ออก หรือท้องผูก หรือบางรายเกิดภาวะความดันในกะโหลกศรีษะเพิ่มขึ้น หรือมีเลือดออกในสมองซ้ำ ให้คิดเสมอว่าทุกอย่างที่คนไข้แสดงออกมามีที่มาเสมอ ต้องพยายามหาสาเหตุ ซึ่งหลายครั้งเป็นสาเหตุที่เราสามารถแก้ไขได้ เช่น ปัสสวะค้างจนเต็มกระเพราะปัสสวะ ซึ่งอาจต้องสวนออก ภาวะท้องผูกก็พบได้บ่อย  บางคนเห็นกระสับกระส่ายก็ไปผูกมัดผู้ป่วย ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยกระสับกระส่ายมากขึ้น แต่ถ้าต้องผูกมัดผู้ป่วยจริงๆ (ซึ่งผมไม่แนะนำถ้าไม่จำเป็น) ก็ต้องผูกด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่ม แล้วต้องมีช่วงพักไม่ผูกด้วยเสมอๆ

ในกรณีที่ผู้ป่วยพอช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องจัดของในบ้านไม่ให้รก ไม่ให้มีระดับเพื่อป้องกันผู้ป่วยสะดุด

3.ภาวะแทรกซ้อนทางตา

อันนี้หลายคนอาจมองข้าม เรื่องตาปิดไม่สนิท ซึ่งสามารถทำให้เกิดแผลที่กระจกตาได้ จึงควรปิดตาด้วยผ้ากอซ และ ใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ ถ้ามีขี้ตามาก ตาแฉะควรใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ด โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตาแล้วเปลี่ยนสำลี

4.การป้องกันโรคติดเชื้อทางการขับถ่ายปัสสาวะ

ผู้ป่วยอัมพาตในผู้สูงอายุมักมีปัญหาในเรื่องการกลั้นปัสสาวะ หรือ ความจุในกระเพาะปัสสาวะลดลง บางรายไม่สามารถปัสสาวะได้ก็อาจต้องใส่สายปัสสาวะคาไว้ ซึ่งต้องดูแลให้ดี สังเกต สี กลิ่นของปัสสาวะ การได้รับน้ำให้เพียงพอด้วย

5.ภาวะท้องผูก

ซึ่งพบได้บ่อย เนื่องจาก

การเคลื่อนไหวน้อย ซึ่งส่งผลให้ลำไส้มีการเคลื่อนตัวน้อยด้วยเช่นกัน ถ้าคนไข้ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องพยายามลุกไปเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา

การดื่มน้ำน้อย ทำให้อุจจาระแข็งและเกิดท้องผูกได้ แนะนำให้ทานน้ำวันละ 2000-2500 ซีซี ถ้าไม่มีข้อห้าม

ควรรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก (ผักกาด, ผักคะน้า) ผลไม้ (มะละกอ, น้ำลูกพรุน, น้ำส้ม) ถ้ายังท้องผูกถ่ายไม่ออก อาจต้องใช้ยาระบาย หรือ ยาเหน็บ ถ้าจำเป็นก็อาจพิจารณาสวนอุจจาระ เพราะถ้าท้องผูกอาจส่งผลให้เกิดการกระสับกระส่าย ท้องอืด ไม่อยากอาหาร และคลื่นไส้อาเจียนได้

6.การติดเชื้อที่ปอด

เนื่องจากผู้ป่วยจะมีการขยายตัวของปอดได้น้อย เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก และไม่สามารถหายใจเข้าลึกๆได้ เกิดการคั่งของเสมหะในส่วนล่างของทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นหากมีเสมหะมาก ควรช่วยให้ผู้ป่วยไอให้ถูกวิธี โดยการโน้มตัวผู้ป่วยไปข้างหน้าเล็กน้อย สูดหายใจเข้าช้าๆ แล้วในขณะที่หายใจออก ให้ไอติดต่อกัน 2-3 ครั้ง

การดื่มน้ำให้เพียงพอก็ช่วยให้เสมหะไม่เหนียว ขับออกง่ายเช่นกัน

ต้องสังเกตว่ามีการหายใจผิดปกติหรือไม่ หายใจเร็ว หรือหอบเหนื่อย หรือมีไข้ ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

7.ข้อติด

ถ้าดูแลผู้ป่วยแล้วไม่มีการขยับข้อจะมีการยึดติด ซึ่งภาวะนี้เมื่อเป็นแล้วจะแก้ไขลำบาก ดังนั้นการจัดท่าและการทำกายภาพบำบัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ นั้นก็สำคัญต่อผู้ป่วยมากเพราะมีผลในเรื่องความคิดความรู้สึกและจิตนาการ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเครียดเราจึงควรใส่ในสภาพแวดล้อมให้ดีเพราะผู้ป่วยจะต้องอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *