สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง มีดีกว่าที่คุณคิด

pumpkin thai

ฟักทอง จัดอยู่ในตระกูลพืชไม่ล้มลุก ลำต้นเป็นไม้เถาเลื้อยมีขนาดใหญ่และมีขนสากๆปกคลุมอยู่ทั่วไปหมดทั้งลำต้น ใบมีรูปร่าวคล้ายกับดวงดาว มี 5 แฉกมีขนาดใหญ่ ดอกจะออกเป็นดอกเดียวเดี่ยวๆ มีสีเหลืองอบู่บริเวณยอดเถา ดอกมีลักษณะคล้ายกระดิ่ง ผลฝักทองจะมีเปลือกที่ห่อหุ้มที่แข็ง มีสีไล่ไปตั้งแต่สีเขียวจนไปถึงสีน้ำตาล เนื้อด้านในมีสีเหลือง

ฟักทองแบ่งออกเป็น 2 ตระกูล ตระกูลแรกก็คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน (Pumpkin) ผลใหญ่ เนื้อยุ่ย และตระกูลสควอช (Squash) ซึ่งได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยนั้น ผิวของผลขณะยังอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสลับเขียว ผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลือง พร้อมด้วยเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่

ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุแมงกานีส ธาตุเหล็ก ซิงค์ เป็นต้น

ฟักทองยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะฟักทองมีกากใยที่สูงมาก มีแคลอรีและไขมันน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เพียงแค่รับประทานฟักทองหนึ่งถ้วยหรือ 3 กรัม จะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

ฟักทอง แม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มาก แต่การรับประทานอย่างไม่เหมาะสมก็อาจเกิดโทษได้เช่นกัน เนื่องจากฟักทองนั้นมีฤทธิ์อุ่น ไม่เหมาะกับผู้ที่กระเพาะร้อน เช่น ผู้ที่มักมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก มีแผลในช่องปาก เหงือกบวมเป็นประจำ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ควรรับประทานฟักทองในปริมาณที่มากเกินไปหรือบ่อยเกินไป แม้กระทั่งในคนปกติเองก็ตาม ก็ไม่ควรรับประทานอย่างไร้สติ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้

ประโยชน์ในด้านความสวยงาม

หากสาวๆรับประทานฝักทองบ่อยๆ และสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีน เพราะในฟังทองมีเบต้าแคโรทีนเยอะมากๆ ซึ่งเบต้าแคโรทีนมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ไม่เหี่ยวย่น และช่วยปกป้องผิวพรรณให้ปลอดภัยจากมลพิษต่างๆ สภาวะแวดล้อมต่างๆ

  • ฟักทองมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและความแก่ชรา
  • ช่วยฟื้นบำรุงสุขภาพผิวให้เปล่งปลั่งสดใสและช่วยปกป้องผิวไม่ให้เหี่ยวย่น
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา
  • ฟักทองมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย
  • ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
  • น้ำมันจากเมล็ดฟักทองมีส่วนช่วยบำรุงประสาท
  • เมล็ดฟักทองช่วยทำให้อารมณ์ดี เพราะมีสารที่ช่วยในการสร้าง Serotonin ซึ่งมีผลต่ออารมณ์
  • มีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรืออยากลดความอ้วน เพราะมีไขมันน้อย กากใยสูง
  • ฟักทองมีกรดโปรไบโอนิค ซึ่งมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอลง
  • มีส่วนช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง
  • มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหัวใจ
  • ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยบริเวณข้อเข่า บั้นเอว
  • มีส่วนช่วยป้องกันโรคผิวหนัง
  • เปลือกฟักทองมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
  • ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกายหรือหลังจากร่างกายทำงานอย่างหนัก และทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • รากฟักทองนำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ
  • ฟังทอกจัดว่ามีกากใยอาหารสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการขับถ่าย
  • ฟักทองมีฤทธิ์อุ่นซึ่งจะช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ
  • มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่ว
  • ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากขยายใหญ่มากขึ้น
  • ช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ
  • ช่วยขับพยาธิตัวตืด โดยนำเมล็ดฟักทองประมาณ 50 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำตาล นม และเติมน้ำลงไปจนได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร แล้วนำมาแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้ง ทุก ๆ 2 ชั่วโมง
  • ช่วยบำรุงตับและไตให้แข็งแรง
  • รากฟักทองเมื่อนำมาต้มดื่มจะช่วยถอนพิษจากแมลงกัดต่อย ถอนพิษของฝิ่นได้
  • เยื่อกลางของผลฟักทอง สามารถนำมาใช้พอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวดและอักเสบได้
  • ใช้รับประทานเป็นอาหารว่าง อย่างน้ำฟักทองคั้นสด พายฟักทอง
  • นำมาใช้ในการประกอบอาหารได้ย่างหลากหลาย เช่น ซุปฟักทอง แกง กินกับน้ำพริก เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของฝักทอง ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 26 กิโลแคลอรีประโยชน์ของฟักทอง
  • คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม
  • น้ำตาล 2.76 กรัม
  • เส้นใย 0.5 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 1 กรัม
  • วิตามินเอ 476 ไมโครกรัม 53%
  • เบตาแคโรทีน 3,100 ไมโครกรัม 29%
  • ลูทีนและซีแซนทีน 1,500 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี 3 0.6 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินบี 5 0.298 มิลลิกรัม 6%
  • วิตามินบี 6 0.061 มิลลิกรัม 5%
  • ฟักทองวิตามินบี 9 16 ไมโครกรัม 4%
  • วิตามินซี 9 มิลลิกรัม 11%
  • วิตามินอี 0.44 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินเค 1.1 ไมโครกรัม 1%
  • ธาตุแคลเซียม 21 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุเหล็ก 0.8 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.125 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุโพแทสเซียม 340 มิลลิกรัม 7%
  • ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.32 มิลลิกรัม 3%

ในเนื้อของฟังทองที่เต็มไปด้วยเบต้าแคโรทีน นอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว เบต้าแคโรทีนยังมีส่วนช่วยเสรืมสร้างให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง สามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยในการป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี  สำหรับเมล็ดของฟักทอง เมล็ดฟักทองจะมีคุณสมบัติที่ดีในการช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ท่านใดที่มีพยาธิอยู่ในร่างกาย เมล็ดฝักทองก็จะช่วยในการถ่ายพยาธิได้ โดยเฉพาะพยาธิตัวตืด วิธีการใช้เมล็ดฟักทองมาถ่ายพยาธิคือ ใช้เมล็ดแห้งบดให้เป็นผง จากนั้นก็ผสมลงในน้ำตาลและนมจืด แล้วดื่ เมื่อดื่มไปแล้ว 2 ชั่วโมงให้ดื่มน้ำมันละหุงตามไปเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *